Tomorrow I will Date with Yesterday’s You ฉายรับวาเลนไทน์ 02.02.2017

1

Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You ถ่ายทอดเรื่องราวความรักระหว่างของ ทาคาโตชิ และ เอมิ ที่ตกหลุมรักกัน  พวกเขาตกลงจะเดทกัน 30 วัน และ ในวันสุดท้าย เมื่อ ทาคาโตชิ สารภาพรัก กับ เธอ เขาถึงรู้ว่า ความรักของพวกเขาไม่มีวันเป็นไปได้ เพราะ โลกของพวกเขาคือโลกคู่ขนานที่ทุก ๆ 5 ปี เวลาจะมาบรรจบ ทาคาโตชิ  และ เอมิ จะได้เจอกันแค่ 1 ครั้ง ใน 5 ปี  และทุกครั้งที่พวกเขาได้พบกัน เวลาของทาคาโตชิ จะเดินไปข้างหน้า แต่เวลาของเอมิกลับลดอายุเธอลง เรื่อย ๆ … แต่ถึงแบบนั้น พวกเขา ก็ตัดสินใจ จะกลับมาเจอกันอีกทุก ๆ  5 ปี

Tomorrow I Will Date With Yesterday’s You ถ่ายทำใน เกียวโต และ โตเกียว ผ่านฤดูกาลต่าง ๆ เราจะได้เห็นทิวทัศน์ฉากที่งดงาม ที่สร้างความผูกพันละหว่าง 2 ตัวละคร สถานที่ ๆ พวกเขา เดทกันทุก ๆ 5 ปี ความทรงจำของความรักที่ ทาคาโตชิ เชื่อว่า คนเราไม่ควรยอมแพ้ให้โชคชะตา คนเราควรต่อสู้และลิขิตโชคชะตาความรักของเราเอง

เนื่องจากหนังมีฉากที่ทั้งทาคาโตชิและเอมิ อยู่ด้วยกันสองคนเยอะมาก เพราะฉะนั้นต้องเลือกนักแสดงที่เหมาะสมกับบทบาทและมีเคมีที่เข้ากันได้ดี

ทีมผู้สร้างตั้งใจอยากให้พระเอกหนุ่ม ฟุคุชิ  โซตะ มาเล่นบท ทาคาโตชิ ตั้งแต่ต้น ซึ่งโปรดิวเซอร์นิชิโนะ พูดว่า “ฟุคุชิคุงเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่มีแฟนคลับเยอะมาก และเขาก็แสดงได้ดีมากด้วย นับจนถึงตอนนี้ ฟุคุชิคุง เล่นบทนักเรียนมัธยมปลายมาเยอะมาก ตอนนี้เขาดูเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราเลยอยากให้เขาได้เล่นบทเด็กมหาลัยบ้าง ถือเป็นการเติบโตไปอีกขั้นหนึ่ง”

____ver

ผู้กำกับมิกิก็กล่าวเสริมว่า ตอนเขาไปเยี่ยมกองเรื่อง Strobe Edge (หนังวัยรุ่นที่ฟุคิชิ โซตะแสดงนำ) ก็เห็นว่าฟุคุชิเป็นเด็กนิสัยดี ร่าเริง เข้ากับคนง่ายและตั้งใจทำงาน เขาสังเกตดูการทำงานก็คิดว่าฟุคุชิ โซตะเป็นนักแสดงที่น่าสนใจ อยากร่วมงานด้วยสักครั้ง การถ่ายทำครั้งนี้ บทของฟุคุชิ โซตะ จะเป็นคนเฉิ่มๆ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดูทันสมัยขึ้น เลยคิดว่าน่าจะเหมาะกับบุคลิกของเขาดีเหมือนกัน

ส่วนในบท เอมิ นั้น ทุกคนก็อยากให้  โคมัตสึ นานะ แสดง เพราะเธอทั้งน่ารัก แต่ในขณะเดียวกันก็ดูมีความลึกลับ ซึ่งตรงกับคาแรคเตอร์ของเอมิ

ผู้กำกับมิกิบอกว่า “โคมัตสึ นานะ ดูใสซื่อน่ารัก เป็นคนสวย แต่ใบหน้าของเธอมีอะไรบางอย่างในตัวเธอที่ดูลึกลับเหนือจริง ผมอยากให้คนดูเห็นด้านที่เร้นลับของตัวละคร เอมิ และอยากเข้าไปค้นหา และความลับในตัวเธอจะค่อยๆ เผยออกมา”

โปรดิวเซอร์นิชิโนะให้ความเห็นว่า “พอดูหนังที่ทำเสร็จแล้ว พวกเราก็รู้สึกว่าคิดถูกจริงๆ ที่ไปตื๊อให้โคมัตสึมาเล่นเป็นนางเอก เพราะผู้กำกับมิกิกับตากล้องนั้น ถ่ายให้โคมัตสึออกมาน่ารักที่สุดตั้งแต่เธอเคยเล่นหนังมาเลยก็ว่าได้”

บทเพื่อนสนิท (ที่ดูเป็นเหมือนรุ่นพี่) ที่ให้คำปรึกษาความรักกับทาคาโตชิ  (ซึ่งเป็นคนที่ไม่เคยมีความรักมาก่อน) ก็คือ อูเอะยามะ โชอิจิ (รับบทโดยพระเอกที่มีผลงานชุกมากในตอนนี้ มาซาฮิโระ ฮิงาชิเดะ) ฮิงาชิเดะเคยร่วมงานกับผู้กำกับมิกิมาก่อน ในหนังเรื่อง Blue Spring Ride ตอนแรกทางผู้สร้างไม่คิดว่าจะเอาเขามาเล่นบทนี้ เพราะฮิงาชิเดะเป็นดาราดังแล้ว แต่ผู้กำกับมิกิเป็นคนเสนอมาว่า ถ้าได้เขามาเล่น ก็จะดีมากเลย โปรดิวเซอร์จึงยอมตามใจผู้กำกับ

ฮิงาชิเดะบอกว่า “ผมดีใจมากเลยที่ได้กลับมาร่วมงานกับ ผู้กำกับ มิกิ และทีมงานที่คุ้นหน้าอีกครั้ง” พอได้นักแสดงในสามบทนี้ ก็ถือว่าลงตัวสุดๆ แล้ว

NANA KOMATSU

ก่อนที่จะถ่ายทำ ผู้กำกับมิกิ ก็ได้เริ่มต้นทำดนตรีประกอบก่อน เพื่อเป็นการกำหนดบรรยากาศในหนังให้เข้ากับเพลงที่แต่งขึ้น  เขามอบเพลงนี้ให้พระนาง ฟุคุชิและโคมัตสึ รวมถึงทีมงานทุกคนกลับเอาไปฟังให้ขึ้นใจ อีกทั้งยังได้รวมเอาเพลงสากลยุค 80 และซาวด์แทรกจากหนังเรื่องอื่นๆ (ที่อารมณ์ใกล้เคียงกัน) มาด้วย เพื่อให้ทุกคนอ่านบทไปด้วยแล้วฟังเพลงไปด้วย เพื่อจินตนาการบรรยากาศของหนังได้ (โดยเฉพาะเรื่องนี้เป็นหนังแฟนตาซี ซึ่งก็ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของแต่ละคน)

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้กำกับได้มอบจดหมายที่เขาเขียนความคิดเห็นต่อคาแรคเตอร์แต่ละตัว และเรื่องราวในหนัง ให้กับฟุคุชิและโคมัตสึ รวมทั้งมอบภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ มาให้ทีมงานได้ดู (เพื่อเป็น reference)

ฟุคุชิ โซตะ เล่าว่า “ก่อนจะเริ่มต้นถ่ายทำนั้น ผมก็ได้จินตนาการโลกในหนังจากเพลงที่ได้ฟัง จดหมายที่ได้อ่าน แล้วผมก็รู้สึกชอบบทเรื่องนี้ อยากจะแสดงบทนี้ให้ดีที่สุด” พอรู้ตัวว่าได้เข้าใกล้และเข้าใจสิ่งที่ผู้กำกับคิดไว้ พระเอกของเราก็รู้สึกดี

ส่วนเรื่องการแต่งกายนั้น เป็นไปตามนิสัยและบุคลิกตัวละคร นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้กำกับมิกิให้ความสำคัญ ในตอนแรกบทของ ทาคาโตชิ จะต้องใส่แว่นเฉิ่มๆ เชยๆ แต่พอได้พบเอมิ ก็ได้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทางด้านเอมิ ก็เลือกเครื่องแต่งกายที่ดูเป็นผู้หญิงในจินตนาการของผู้ชายส่วนใหญ่ ตอนแรกเอมิจะมาในชุดที่เน้นโทนขาวบริสุทธิ์ แล้วเมื่อเรื่องดำเนินไป ก็ค่อยๆ ปรับให้มีสีสันขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับบท อูเอะยามะ เขาเป็นคนติสต์ๆ ใส่ตั้งแต่สไตล์ญี่ปุ่น ไปจนถึงแบบแจ็คเก็ตแบบซูกะจัน การแต่งตัวมีสีสันมาก ทำให้เมื่อดูจากภายนอก ก็จะเห็นว่าเป็นคาแรคเตอร์ที่มีความดึงดูดและน่าประทับใจอีกตัวหนึ่ง

หนังเริ่มถ่ายทำวันที่ 15 มกราคม 2016 เป็นฉากที่ทาคาโตชิไปนั่งที่ศาลาทาคาระกะอิเกะแล้วก็นึกถึงนางเอก ช่วงแรกๆ ก่อนเข้าฉาก ทั้งฟุคุชิและโคมัตสึ ก็รู้สึกประหม่าๆ เกร็งๆ ทำตัวไม่ถูก แต่พอถึงเวลาทำงานก็สามารถยิ้มแย้มได้ ส่วนผู้กำกับมิกิก็ทำให้ทำตัวเฮฮา เพื่อสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น ตลอดทั้งวันนั้น ผู้กำกับมิกิก็แสดงท่าทางที่ผ่อนคลายเป็นกันเองกับนักแสดงและทีมงานทุกคน

ผู้กำกับก็พยายามอธิบายให้ฟุคุชิเป็น ทาคาโตชิ ให้ได้ ว่าควรเล่นแบบไหน ยังไง ผู้กำกับจะยืนอยู่บนสะพานอีกฟากหนึ่ง แล้วสั่งให้ฟุคุชิเล่น

ระหว่างซักซ้อม ผู้กำกับก็เพิ่มฉากเอมิเอาผมทัดหู ให้มีท่าทางผ่อนคลาย สบายๆ เพิ่มฉากอากัปกิริยาเล็กๆ น้อยๆ เข้าไปนอกเหนือจากบท เพิ่มความเป็นธรรมชาติให้กับตัวละคร

S#53_0041

ในการถ่ายทำนั้น ทีมงานและนักแสดงต้องพักที่เกียวโตเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม พวกเขายกกองถ่ายไปตามสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเช่น จากศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ ไปจนถึงอิปปงบาชิ ไปที่ๆ คนไม่ค่อยรู้จัก และที่ๆ ไม่มีนักท่องเที่ยวเลยแม้แต่คนเดียว เรียกได้ว่า ไปทุกซอกทุกมุมของเกียวโตเลยก็ว่าได้ฟุคุชิและโคมัตสึ นั้นมีนิสัยคล้ายกัน เพราะเป็นลูกคนสุดท้องทั้งคู่ พระนางเลยเข้ากันได้เร็ว แถมทั้งสองมีผลงานเล่นซีรี่ส์มาแล้ว เรียกได้ว่า ผ่านสนามการแสดงมาพอสมควร

ผู้กำกับมิกิพูด “ทั้งคู่เล่นซีรี่ส์มาแล้ว เลยรู้ว่าควรแสดงอารมณ์อย่างไร ควรทำความเข้าใจตัวละครอย่างไร พวกเขาจึงเล่นเข้าขากันได้ดี”

ทางด้านฟุคุชิกับฮิงาชิเดะ ตามบทแล้ว พวกเขาเข้าฉากด้วยกันน้อยมาก แต่ต้องเล่นเป็นเพื่อนสนิทกัน ตอนแรกทีมงานก็หวั่นๆ แต่พอวันแรกที่ต้องเข้าฉาก ยังไม่ทันได้ทำอะไร พวกเขาก็คุยเล่นเฮฮากันแล้ว เลยทำให้บรรยากาศสนุกสนาน และพอเข้าฉากพวกเขาก็ดูเป็นเหมือนเพื่อนสนิทกันจริงๆ

ในหนังเรื่องนี้มีหลายฉากที่เป็นการให้กล้องจับภาพใบหน้าตรงๆ ของนักแสดง  ผู้กำกับมิกิบอกว่า “เนื่องจากมันเป็นหนังดราม่า มุมกล้องส่วนใหญ่ ผมจึงเลือกถ่ายโคลสอัพใบหน้าตรง ซึ่งนักแสดงก็ต้องอาศัยความอดทนอย่างสูง เพราะต้องเล่นอารมณ์กับกล้องโดยตรง และถ่ายหลายเทค”

ผู้กำกับมิกิให้ความสำคัญกับพวกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาก ทั้งสถานที่เอย ข้าวของเอย ที่ถูกนำมาใช้ให้ความรู้สึกถึง “เวลา” เช่นพวกนาฬิกาทราย ร้านขายของเก่า หรือข้าวของที่มีลักษณะ “การหมุน” ที่สื่อถึง “เวลา” เช่น ม้าหมุน, ชิงช้า, เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ เป็นต้น

ฉากที่ถ่ายทำฉากสุดท้าย ถ่ายกันที่แม่น้ำคาโมะกาวะ เป็นฉากที่ทาคาโตชิกับเอมิกระโดนข้ามหิน เล่นกันสนุกสนาน จริงๆ แล้วฉากนี้ ได้ถ่ายไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ว่าตอนนั้นพระอาทิตย์มันตกไปแล้ว ผู้กำกับมิกิรู้สึกยังไม่พอใจ ก็เลยต้องมาถ่ายซ่อมอีกครั้ง

มิกิบอกว่า “ฉากนี้ เป็นฉากที่เอมิถ่ายรูปให้ทาคาโตชิ ผมอยากให้แสงธรรมชาติมันสว่างบนใบหน้าของทาคาโตชิ เพื่อให้เห็นสีหน้าของทาคาโตชิได้ชัดเจน คราวก่อนเรามาตอนพระอาทิตย์ตกไปแล้ว เราก็เลยต้องมาถ่ายซ่อมอีกรอบ แล้วผลสุดท้าย มันก็ออกมาดีมากๆ อย่างที่ผมคิดไว้”

พอถ่ายทำเสร็จสิ้น ทีมงานก็ได้เห็นน้ำตาของโคมัตสึ เธอบอกว่า “ใจหายนะคะ เพราะได้มาถ่ายทำที่เกียวโตเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน และต้องกลับบ้านแล้ว บทของเอมิยากมากค่ะ และมีหลายส่วนฉันที่กังวลใจ แต่พอมากองถ่าย ทีมงานทุกคนสดใสยิ้มแย้ม ใจดี ก็เลยมีกำลังใจขึ้นมา ทุกสิ่งที่เจอทุกๆ วันทำให้รู้สึกว่านี่เป็นกองถ่ายที่สุดยอดไปเลย พอถ่ายเสร็จแล้วก็รู้สึกเหงามากเลยค่ะ”

ฟุคุชิบอกอย่างอารมณ์ดีว่า “เป็นกองถ่ายที่มีบรรยากาศการทำงานที่ดี แถมอากาศที่เกียวโตก็ดีมากด้วยครับ ให้ความรู้สึกอยากมาออกกองถ่ายทุกวันเลย นักแสดงทุกคนก็ดี ทีมงานก็ทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ถ่ายทำกับโคมัตสึเยอะมาก ซึ่งก็โล่งอกที่โคมัตสึมาเล่นบทเอมิ เพราะเราสนิทกัน ผมไม่ค่อยเกร็ง แถมผู้กำกับก็เป็นมิกิซัง ซึ่งเป็นคนเก่งและผ่อนคลาย การถ่ายทำเลยสนุกมากครับ”

เพลงประกอบหลักของเรื่องคือเพลง Happyend ของวง Back Number ซึ่งผู้กำกับมิกิ เคยกำกับหนังสั้น และเอ็มวีของวงนี้มาก่อน ก่อนจะถ่ายทำ ผู้กำกับก็เลยไปปรึกษากับ ชิมิสึ อิโยริ ซึ่งเป็นมือกีตาร์และนักร้องนำของวง   ผู้กำกับมิกิบอกว่า “ผมอยากร่วมงานกับวงนี้อีก เพราะว่าทำงานกับวงนี้แล้วเข้าขากันได้ดี คุยกันแล้วไอเดียไหลลื่นดีมากครับ”

มิกิเสริมอีกว่า “เพลงของวงนี้ มักให้ความสำคัญกับเรื่องราวทั่วไปในชีวิตจริง โดยเนื้อเพลงก็จะมีสาเหตุที่มาของเพลง และเนื่องจากหนังเรื่องนี้เป็นหนังแฟนตาซี พอดูหนังจบ คนดูจะต้องคิดว่าตัวละครจะเป็นยังไงต่อไป ผมก็เลยคิดถึงเพลงแบบที่วงนี้ชอบทำ ดังนั้นก็เลยไปขอร้องให้ Back Number ทำเพลงให้ แล้วทางนั้นก็ยินดีทำให้”ชิมิสึ อิโยริ ก็แต่งทั้งเนื้อและทำนองเองทั้งหมด เนื้อเพลงมีความอ่อนโยน มีความเศร้า และทำนองที่ทำให้เรื่องเดิมที่ซาบซึ้งอยู่แล้ว ได้เพิ่มความโรแมนติกและประทับใจมากขึ้นไปอีก โดยล่าสุดเพลงนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก